10 วิธีล้างเครื่องซักผ้า ทำได้ที่บ้าน ลดกลิ่นอับ พร้อมถนอมเครื่อง
เครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แทบทุกบ้านต้องใช้งานอยู่เป็นประจำ แต่หลายคนอาจมองข้ามเรื่องสำคัญอย่าง “การล้างเครื่องซักผ้า” ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ภายในเครื่องซักผ้าเป็นแหล่งสะสมของคราบสกปรก เชื้อรา และแบคทีเรีย จากการใช้งานอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นคราบผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือความชื้นที่ตกค้าง หากไม่ได้ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี อาจทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นอับ ซักผ้าไม่สะอาด และส่งผลให้เครื่องซักผ้ามีกลิ่นอัน กลิ่นเหม็น เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรอีกด้วย
บทความนี้จะพาไปรู้จัก 10 วิธีล้างเครื่องซักผ้าแบบง่าย ๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ครอบคลุมทั้งเครื่องซักผ้าฝาบนและเครื่องซักผ้าฝาหน้า พร้อมคำแนะนำและเทคนิคในการดูแลเครื่องซักผ้าให้สะอาดอยู่เสมอ ช่วยให้เครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยืดอายุการใช้งานในระยะยาว
ทำไมเครื่องซักผ้าถึงสกปรก มีกลิ่นเหม็น ทั้งที่ใช้ซักผ้าอยู่ทุกวัน?
แม้เครื่องซักผ้าจะมีน้ำและผงซักฟอกไหลผ่านอยู่ตลอด จึงน่าจะสะอาดอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องซักผ้ากลับเป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะต้องสัมผัสทั้งความชื้น คราบสกปรก และสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ซักผ้าอยู่เป็นประจำ สาเหตุหลักที่ทำให้เครื่องซักผ้าสกปรก มีดังนี้
- คราบผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ตกค้าง เมื่อใช้งานต่อเนื่อง สารเหล่านี้จะเกาะสะสมอยู่ตามผนังถังซัก ท่อ และซอกมุมต่าง ๆ หากไม่ถูกชะล้างออกอย่างเหมาะสม จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
- ความชื้นภายในถังซัก หลังซักผ้าเสร็จ หากปิดฝาเครื่องทันที ความชื้นจะถูกกักไว้ภายใน ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย
- คราบตะกรันจากน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ใช้น้ำกระด้าง ตะกรันจะสะสมตามผิวถังและระบบภายใน ส่งผลให้เครื่องสกปรกและทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- เศษผ้า เส้นใย และสิ่งสกปรกจากเสื้อผ้า สิ่งเหล่านี้จะหลุดออกระหว่างการซัก และบางส่วนอาจตกค้างอยู่ภายในถังหรือท่อระบายน้ำ
เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านี้สะสมเป็นเวลานาน จะทำให้เครื่องซักผ้ามีกลิ่นอับ เชื้อโรคอาจปนเปื้อนกลับไปที่เสื้อผ้า ทำให้ซักแล้วไม่สะอาดและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้ตัว
10 วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาบน ฝาหน้า ให้สะอาดเหมือนใหม่ ไร้กลิ่นอับ
1. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำส้มสายชู
คุณสมบัติของน้ำส้มสายชู:
น้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ช่วยละลายคราบตะกรันจากน้ำ คราบผงซักฟอก และคราบน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เกาะตามผนังถังซักได้ดี อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ลดกลิ่นอับภายในเครื่อง โดยไม่ทำลายพื้นผิวโลหะของถังซัก
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำส้มสายชู:
- เปิดเครื่องซักผ้าและ เติมน้ำเปล่าลงถังซักในระดับสูงสุด
- เทน้ำส้มสายชูขาวลงไป 2–3 ถ้วยตวง โดยไม่ต้องใส่ผ้า
- เปิดเครื่องให้ถังหมุนประมาณ 5–10 นาที เพื่อให้น้ำส้มสายชูกระจายทั่วถัง
- หยุดเครื่องและ แช่น้ำทิ้งไว้ 30–60 นาที เพื่อให้กรดช่วยสลายคราบที่สะสม
- เปิดเครื่องซักและปั่นจนจบโปรแกรมตามปกติ
- หากมีเศษคราบหลุดออกมา แนะนำให้ เปิดซักน้ำเปล่าอีก 1 รอบ
ข้อควรระวัง:
- ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูเข้มข้นหรือปริมาณมากเกินไป
- ไม่ควรล้างบ่อยเกิน เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการเสื่อมของยางหรือซีลบางจุด
2. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยเบกกิ้งโซดา
คุณสมบัติของเบกกิ้งโซดา:
เบกกิ้งโซดาช่วยดูดซับกลิ่นอับ ลดคราบสกปรก และช่วยปรับสภาพน้ำภายในถังซัก เหมาะสำหรับเครื่องซักผ้าที่เริ่มมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ยังไม่มีคราบสะสมหนักมาก
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยเบกกิ้งโซดา:
- เติมน้ำเปล่าลงถังซักตามระดับปกติ
- ใส่เบกกิ้งโซดา ½–1 ถ้วยตวง
- เปิดเครื่องซักตามโปรแกรมปกติ โดย ไม่ต้องใส่ผ้า
- เมื่อจบโปรแกรม ให้เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้เพื่อให้ถังแห้ง
ข้อควรระวัง:
- ไม่ควรใส่เบกกิ้งโซดาในปริมาณมากเกินไป
- ไม่ควรใช้พร้อมน้ำยาซักผ้าหรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม
3. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำส้มสายชู + เบกกิ้งโซดา
คุณสมบัติของน้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา:
เป็นการล้างเครื่อซักผ้าแบบ Deep Clean ช่วยกำจัดทั้งคราบตะกรัน คราบผงซักฟอก เชื้อแบคทีเรีย และกลิ่นอับที่สะสมมานาน เหมาะกับเครื่องซักผ้าที่ไม่ได้ล้างมานานหลายเดือน
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา:
รอบที่ 1: น้ำส้มสายชู
- เติมน้ำให้เต็มถัง
- ใส่น้ำส้มสายชู 2–3 ถ้วย
- เปิดเครื่องหมุน 5–10 นาที แล้วแช่ไว้ 30 นาที
- ปล่อยน้ำทิ้ง
รอบที่ 2: เบกกิ้งโซดา
- เติมน้ำใหม่
- ใส่เบกกิ้งโซดา ½–1 ถ้วย
- เปิดเครื่องซักจนจบโปรแกรม
ข้อควรระวัง:
- ห้ามใส่น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาพร้อมกันในรอบเดียว
- ควรทำ ทุก 2–3 เดือน เท่านั้น
4. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำยาล้างถังเครื่องซักผ้า
คุณสมบัติของน้ำยาล้างถังเครื่องซักผ้า:
น้ำยาล้างถังออกแบบมาเฉพาะสำหรับกำจัดคราบ เชื้อรา และแบคทีเรียภายในถังซัก เหมาะกับเครื่องที่มีกลิ่นแรงหรือมีคราบสะสมจำนวนมาก
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำยาล้างถังเครื่องซักผ้า:
- เติมน้ำตามระดับที่บรรจุภัณฑ์แนะนำ
- ใส่น้ำยาล้างถังในปริมาณที่กำหนด
- เลือกโปรแกรม Tub Clean หรือโปรแกรมซักปกติ
- ปล่อยให้เครื่องทำงานจนจบโปรแกรม
ข้อควรระวัง:
- เลือกน้ำยาให้ตรงกับประเภทเครื่อง
- ไม่ควรใช้ถี่เกินไป อาจทำให้ยางเสื่อม
5. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยกรดซิตริก
คุณสมบัติของกรดซิตริก:
กรดซิตริกช่วยขจัดคราบตะกรันจากน้ำกระด้างได้ดี เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้น้ำบาดาล
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยกรดซิตริก:
- เติมน้ำให้เต็มถัง
- ใส่กรดซิตริก 2–3 ช้อนโต๊ะ
- เปิดเครื่องซักโดยไม่ใส่ผ้า
- หากมีคราบหลุดออกมา แนะนำให้ซักน้ำเปล่าอีก 1 รอบ
ข้อควรระวัง:
- หลีกเลี่ยงการใช้เข้มข้นเกินไป
- ไม่ควรใช้เกินเดือนละครั้ง
6. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำร้อน
คุณสมบัติของน้ำร้อน:
น้ำร้อนสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และจุลินทรีย์ที่สะสมอยู่ภายในถังซักได้ดีกว่าน้ำอุณหภูมิปกติ อีกทั้งยังช่วยละลายคราบไขมัน คราบผงซักฟอก และคราบน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เกาะแน่นตามผนังถังซักได้อย่างดี เหมาะสำหรับเครื่องซักผ้าที่เริ่มมีกลิ่นอับ หรือใช้งานบ่อยแต่ยังไม่มีคราบสะสมหนักมาก
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำร้อน:
- ลองเช็คดูก่อนว่าเครื่องซักผ้าสามารถซักด้วยน้ำร้อนได้
- เลือกโปรแกรมซักน้ำร้อน หรือโปรแกรมที่ใช้อุณหภูมิน้ำสูง
- ซักโดย ไม่ต้องใส่ผ้า ลงในถังซัก
- สามารถเติมน้ำยาล้างถังอหรือน้ำส้มสายชูร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
- ปล่อยให้เครื่องทำงานจนจบโปรแกรม
- เมื่อเสร็จแล้ว ควรเปิดฝาเครื่องทิ้งไว้เพื่อให้ถังซักแห้งและลดความอับชื้น
ข้อควรระวัง:
- ตรวจสอบคู่มือเครื่องซักผ้าว่ารองรับการใช้น้ำร้อนหรือไม่
- ไม่ควรใช้น้ำร้อนล้างเครื่องซักผ้าบ่อยเกินไป เพราะความร้อนอาจทำให้ยาง ซีล และชิ้นส่วนบางส่วนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- แนะนำให้ใช้วิธีนี้เป็นครั้งคราว หรือสลับกับวิธีล้างแบบอื่น
7. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยผงซักฟอกสูตรล้างถัง
คุณสมบัติของผงซักฟอกสูตรล้างถัง:
ผงซักฟอกสูตรล้างถังถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับทำความสะอาดภายในถังซัก ช่วยขจัดคราบไขมัน คราบผงซักฟอกที่ตกค้าง เชื้อรา และกลิ่นอับได้ดีกว่าผงซักฟอกทั่วไป เหมาะสำหรับการล้างเครื่องซักผ้าเป็นประจำ
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยผงซักฟอกสูตรล้างถัง:
- เปิดเครื่องซักผ้าและเติมน้ำเปล่าลงถังซักในระดับสูงสุด
- ใส่ผงซักฟอกสูตรล้างถังตามปริมาณที่ระบุบนฉลาก
- เปิดเครื่องซักตามโปรแกรมปกติ หรือเลือกโปรแกรมล้างถัง (ถ้ามี)
- เมื่อซักเสร็จ หากพบคราบหลุดออกมา แนะนำให้ซักน้ำเปล่าอีก 1 รอบ
- เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้เพื่อให้ถังแห้ง ลดความอับชื้น
ข้อควรระวัง:
- ไม่ควรใช้แทนผงซักฟอกสำหรับซักผ้าทั่วไป
- ใช้ตามปริมาณที่ผู้ผลิตแนะนำเท่านั้น
- ไม่จำเป็นต้องใช้บ่อยเกินเดือนละครั้ง
8. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยโปรแกรม Tub Clean
คุณสมบัติของโปรแกรม Tub Clean:
โปรแกรม Tub Clean เป็นโปรแกรมที่ผู้ผลิตออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดถังซักโดยเฉพาะ ใช้รอบการซักที่ยาวและแรงกว่าปกติ ช่วยขจัดคราบสกปรก เชื้อรา และกลิ่นอับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยโปรแกรม Tub Clean:
- ตรวจสอบคู่มือเครื่องซักผ้าว่ารองรับโปรแกรม Tub Clean หรือไม่
- ไม่ต้องใส่ผ้าลงในถังซัก
- ใส่น้ำยาล้างถังหรือสารทำความสะอาดตามที่คู่มือแนะนำ (บางรุ่นไม่จำเป็นต้องใส่)
- เลือกโปรแกรม Tub Clean และปล่อยให้เครื่องทำงานจนจบ
- หลังจบโปรแกรม เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ให้ถังแห้งสนิท
ข้อควรระวัง:
- ควรปฏิบัติตามขั้นตอนในคู่มือเครื่องอย่างเคร่งครัด
- ไม่ควรหยุดโปรแกรมกลางคัน
- เหมาะสำหรับการล้างประจำเดือนละครั้ง
9. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำเปล่า
คุณสมบัติของน้ำเปล่า:
เป็นวิธีดูแลเครื่องซักผ้าแบบพื้นฐาน ช่วยชะล้างเศษผง เศษผ้า และคราบสกปรกเบื้องต้น เหมาะสำหรับเครื่องที่ล้างเป็นประจำและยังไม่มีคราบสะสมหนัก
วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำเปล่า:
- เติมน้ำเปล่าลงถังซักในระดับสูงสุด
- เปิดเครื่องให้ถังหมุนเล็กน้อย 3–5 นาที
- หยุดเครื่องและแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1–2 ชั่วโมง
- เปิดเครื่องซักและปั่นจนจบโปรแกรม
- เปิดฝาเครื่องเพื่อระบายความชื้น
ข้อควรระวัง:
- ไม่สามารถกำจัดเชื้อรา หรือคราบตะกรันที่สะสมมานานได้
- ควรใช้ร่วมกับวิธีอื่นเป็นระยะ
10. วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยการล้างถังแบบสองรอบ
คุณสมบัติของการล้างถังแบบสองรอบ:
เป็นวิธีล้างเครื่องซักผ้าอย่างละเอียด ช่วยลดการตกค้างของสารทำความสะอาดและคราบที่หลุดออกมา เหมาะสำหรับการล้างใหญ่หรือหลังจากใช้สารทำความสะอาดเข้มข้น
วิธีล้างเครื่องซักผ้าแบบสองรอบ:
รอบที่ 1: ทำความสะอาดถัง
- เติมน้ำให้เต็มถัง
- ใส่น้ำยาล้างถัง น้ำส้มสายชู หรือสารทำความสะอาดที่เลือกใช้
- เปิดเครื่องซักจนจบโปรแกรม
รอบที่ 2: ล้างน้ำเปล่า
- เติมน้ำใหม่โดยไม่ใส่สารใด ๆ
- เปิดเครื่องซักอีก 1 รอบ เพื่อชะล้างสารตกค้าง
- ปั่นจนจบโปรแกรมและเปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ให้แห้ง
ข้อควรระวัง:
- ใช้เวลานานกว่าวิธีทั่วไป
- เหมาะสำหรับการล้างครั้งใหญ่ เช่น ทุก 3–6 เดือน
เลือกวิธีล้างเครื่องซักผ้าอย่างไร ให้เหมาะกับอาการ
| อาการ / ปัญหาเครื่องซักผ้า | วิธีล้างที่เหมาะสม | เหตุผล / ประโยชน์ |
| เครื่องซักผ้ามีกลิ่นอับ | น้ำส้มสายชู, เบกกิ้งโซดา, โปรแกรม Tub Clean | ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และลดกลิ่นอับ |
| คราบผงซักฟอกหรือคราบตะกรันน้ำสะสม | น้ำส้มสายชู, กรดซิตริก, ผงซักฟอกสูตรล้างถัง | ละลายคราบตะกรันและคราบผงซักฟอก ทำความสะอาดล้ำลึก |
| ถังสกปรกมาก ไม่เคยล้างเป็นเวลานาน | น้ำส้มสายชู + เบกกิ้งโซดาแบบสองรอบ, น้ำยาล้างถังเข้มข้น | ทำความสะอาดล้ำลึก ขจัดคราบสะสมและเชื้อรา |
| มีเศษผ้า เส้นใย หรือสิ่งสกปรกติดในถัง | แช่น้ำเปล่า + ปั่นโปรแกรมปกติ, ผงซักฟอกสูตรล้างถัง | ชะล้างเศษผ้าและสิ่งสกปรกเบื้องต้น |
| ซีลยางขอบประตูสกปรก (เครื่องซักผ้าฝาหน้า) | ผ้าชุบน้ำส้มสายชูหรือสบู่อ่อนเช็ด | ขจัดคราบสะสมและเชื้อราโดยไม่ทำลายยาง |
| ต้องการล้างเร็วแต่ยังสะอาด | โปรแกรม Tub Clean, ซักน้ำร้อน (ถ้าเครื่องรองรับ) | ทำความสะอาดถังอย่างรวดเร็ว ลดกลิ่นอับและคราบเบื้องต้น |
ควรล้างเครื่องซักผ้าบ่อยแค่ไหน?
โดยทั่วไป แนะนำให้ล้างเครื่องซักผ้า ทุก 1–3 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถี่และลักษณะการใช้งานของแต่ละบ้านด้วย ดังนี้
- หากใช้งานทุกวัน ควรล้างเครื่องซักผ้าอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการสะสมของคราบและเชื้อโรค
- ใช้งานทั่วไป 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถล้างทุก 2–3 เดือน
- ใช้งานน้อย อาจล้างทุก 3 เดือน แต่ยังควรดูสภาพและกลิ่นของเครื่องเป็นหลัก
เคล็ดลับวิธีดูแลเครื่องซักผ้าให้สะอาด ให้ใช้งานได้นาน
- ล้างถังเครื่องซักผ้าเป็นประจำ: ใช้น้ำส้มสายชู, เบกกิ้งโซดา, กรดซิตริก หรือโปรแกรม Tub Clean ทุก 1–3 เดือน ขึ้นอยู่กับความถี่การใช้งาน
- ทำความสะอาดซีลยางขอบประตู: ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำส้มสายชูหรือสบู่อ่อน ๆ เช็ดขอบยางให้แห้งทุกครั้งหลังซัก เพื่อป้องกันเชื้อรา
- ทิ้งฝาเครื่องเปิดหลังใช้งาน: ช่วยระบายความชื้น ลดกลิ่นอับ และป้องกันเชื้อราสะสม
- ทำความสะอาดลิ้นชักผงซักฟอกและช่องน้ำยา: แกะออกมาล้างด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่มทุก 1–2 เดือน
- ตรวจเช็คและทำความสะอาดตัวกรองผ้า/เศษผ้า: เพื่อลดการอุดตัน และช่วยให้เครื่องซักผ้าทำงานเต็มประสิทธิภาพ
- หลีกเลี่ยงการใส่ผ้ามากเกินไป: การอัดผ้าล้นถังทำให้เครื่องทำงานหนักและเสื่อมเร็ว
- เลือกโปรแกรมซักและอุณหภูมิให้เหมาะสม: ใช้โปรแกรมซักน้ำร้อนหรือโปรแกรมสำหรับถังลึกเมื่อเครื่องสกปรกมาก แต่ไม่ควรบ่อยเกินไป
- เช็ดทำความสะอาดตัวเครื่องภายนอก: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดฝา และปุ่มควบคุม เพื่อลดคราบและฝุ่นสะสม
- หลีกเลี่ยงการใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มเกินปริมาณ: คราบตกค้างทำให้ถังสกปรกและมีกลิ่นอับ
- ตรวจสอบสายยางและท่อน้ำประปา: ป้องกันการรั่วซึมและการเกิดคราบตะกรันบริเวณท่อ
หากเริ่มสังเกตได้ว่าเครื่องซักผ้ามีกลิ่นอับ มีกลิ่นเหม็น เสื้อผ้าที่ซักแล้วไม่หอม หรือมีคราบดำติดเสื้อผ้า แสดงว่าเครื่องซักผ้าควรได้รับการล้างทำความสะอาดทันที การล้างเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยลดปัญหากลิ่นอับและการสะสมของเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซักผ้าได้สะอาดมากขึ้น และช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องซักผ้าในระยะยาวอีกด้วย
ฉะนั้นการเข้าใจวิธีล้างเครื่องซักผ้าอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้เสื้อผ้าสะอาด มีกลิ่นหอมสดชื่น ลดการสะสมของเชื้อโรคภายในเครื่อง และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องซักผ้าในระยะยาวอีกด้วย เพียงเลือกใช้วิธีล้างเครื่องซักผ้าที่เหมาะสมกับการใช้งาน และทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง พร้อมดูแลเครื่องซักผ้าให้ใช้งานได้ดีเหมือนใหม่อยู่เสมอ
บทความดูแลบ้านและคอนโด:
รวมสัญญาณเตือนเมื่อถึงเวลาที่ควรล้างแอร์!
คอนโดเหม็น! 5 วิธีง่ายๆ กำจัดกลิ่นท่อคอนโดให้หายขาด
(FAQs) เกี่ยวกับ วิธีล้างเครื่องซักผ้า
1. เครื่องซักผ้ามีกลิ่นเหม็นอับ ควรแก้อย่างไร?
ตอบ: กลิ่นอับในเครื่องซักผ้ามักเกิดจากความชื้น คราบผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม และเชื้อราในถังซัก หากต้องการแก้ปัญหากลิ่นอับในเครื่องซักผ้าสามารถทำได้ ดังนี้
- ล้างถังเครื่องซักผ้า ด้วยน้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา หรือกรดซิตริก
- ทำความสะอาดซีลยางขอบประตู โดยเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำส้มสายชูหรือสบู่อ่อน
- เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้หลังซัก เพื่อให้ถังแห้งและระบายความชื้น
- ล้างช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม เพื่อป้องกันคราบสะสม
- ใช้โปรแกรม Tub Clean (ถ้าเครื่องมี) เป็นประจำเดือนละครั้ง
2. วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาบน ล้างอย่างไร?
ตอบ: เครื่องซักผ้าฝาบนควรล้างอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันคราบตะกรัน และเชื้อรา
วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาบน:
- เติมน้ำให้เต็มถัง
- ใส่น้ำส้มสายชู 2–3 ถ้วย หรือผงซักฟอกสูตรล้างถัง
- เปิดโปรแกรมซักและแช่ทิ้งไว้ 30–60 นาที
- ปั่นจนจบโปรแกรม
- เช็ดถังและฝาให้แห้งหลังซัก
ข้อควรระวัง:
- ไม่ควรใช้สารเคมีแรงเกินไป
- ควรล้างอย่างน้อยเดือนละครั้งสำหรับเครื่องใช้งานประจำ
3. วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาหน้า ล้างอย่างไร?
ตอบ: เครื่องซักผ้าฝาหน้ามักสะสมคราบที่ซีลยางขอบประตูและช่องใส่ผงซักฟอก
วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาหน้า:
- ทำความสะอาด ซีลยางขอบประตู ด้วยผ้าชุบน้ำส้มสายชูหรือสบู่อ่อน
- ถอดและล้าง ช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม
- ใส่น้ำส้มสายชูหรือกรดซิตริกในถังแล้วเปิดโปรแกรม Tub Clean หรือโปรแกรมซักน้ำร้อน
- ปั่นจนจบโปรแกรมและเช็ดถังให้แห้ง
ข้อควรระวัง:
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาหรือสารเคมีเข้มข้นกับซีลยาง
- เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้หลังซักเพื่อลดความอับชื้น
5. ล้างถังเครื่องซักผ้า กี่เดือนครั้ง?
ตอบ: โดยทั่วไปควรล้างถังเครื่องซักผ้าทุก 1–3 เดือน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งาน หากซักผ้าเป็นประจำทุกวัน หรือซักผ้าที่สกปรกมาก เช่น เสื้อผ้าออกกำลังกาย ผ้าเด็ก หรือผ้าชื้น ควรล้างถังเดือนละครั้ง แต่หากใช้งานไม่บ่อย อาจล้างทุก 2–3 เดือนก็เพียงพอ การล้างถังเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดกลิ่นอับ ป้องกันเชื้อรา และยืดอายุการใช้งานของเครื่องซักผ้าได้ในระยะยาว



